- ตัวละครหลักอย่าง แบลร์ (คาริสา) และ เซริน่า (ซาบิน่า) โดดเด่นไม่เท่ากัน ใน Original นั้นนักแสดงเป็นผู้หญิงที่สวยกันคนละแบบ ไม่มีใครจืดจางกว่าใคร ซึ่งในส่วนของ Gossip Girl Thailand การแสดงของซาบิน่านั้นไม่สามารถดึงความปังของ เซริน่า ออกมาได้ การแสดงที่แข็งทื่อพลอยทำให้คาริสาดูไม่เป็นธรรมชาติไปด้วย ทั้งที่คาริสาทำได้ค่อนข้างดี

- Ep นี้ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องอาชีพนางแบบและนักแสดงมากขึ้น จากที่ได้ชมใน The Face Thailand ซาบิน่ามีท่าทางที่สง่างาม ถ่ายรูปนิ่งสวย โพสเป็นธรรมชาติกว่าคาริสาที่ถนัดการแสดงมากกว่า ซาบิน่าพอมาเป็นนักแสดงจริงๆ เวลาพูดเวลายิ้ม ทำให้เราลืมผู้ชนะ The Face ที่มีเสน่ห์สุดๆไปอย่างง่ายดาย จริงๆอยากจะหลีกเลี่ยงการวิจารณ์หน้าตา (รูปร่างผ่านอยู่แล้ว) ซาบิน่าเป็นคนที่ทำหน้านิ่ง หรือจิกกล้อง เช่นงานถ่ายหรือเดินแบบจะสวยมากกว่า

- พีท ทองเจือ เหมาะกับบทในระดับหนึ่ง การเซ็ตผมไม่ผ่านมากๆสำหรับเรา มันไม่ดูเป็นร๊อคเกอร์เลยสักนิดอ่ะ ผมแหลมจะทิ่มหน้าลูกอยู่แล้ว

- ซินดี้เท่านั้นที่คู่ควร เล่นออกมาได้เป็นลิลลี่ในเวอร์ชั่นที่ดูดุขึ้น แถมยังผสมความหยิ่งยโสและความถือตัวเข้ามาด้วย ปังมากกก

- แดนได้อยู่

- แอบชอบคุณจักร อ๊ายยยยย

- อยากให้เป็นเสียงคุณโมเมพูดมากกว่าคุณโอปอล น่าจะแซ่บ แสบสัน แค่คิดว่านางพูดว่า xoxo Gossip Girl ก็นับถือในพลังความ bitch ของน้ำเสียงแล้ว

- สรรพนามในการเรียกกันและกัน เช่น ไอ ยู หรือ ชี ดูขัดปากนักแสดงทุกคนเป็นอย่างมาก เข้าใจว่าต้องการให้ตัวละครนั้นใกล้เคียงกับเด็กที่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ พูดไทยคำอังกฤษคำตามสูตรเด็กอินเตอร์ แต่หาความธรรมชาติไม่เจอจริงๆ

- ไม่รู้ว่าคิดมากไปไหม แต่กล้องส่ายไปมา เวลาแพลนกล้องมันดูไม่นิ่มนวลและขาดความเป็นธรรมชาติ

- End Credit น่าเกลียดไปไหม? 

- บริบทของสังคมดูครึ่งๆกลางๆ หรือว่าการแสดงอาจจะยังไม่ถึงขั้นที่ควรจะเป็น จากออริจินอลซึ่งเป็นสังคมอเมริกัน พอมันเปลี่ยนมาเป็นสังคมไทยเราว่าน่าจะปรับเปลี่ยนได้ไม่ยากมาก (นึกภาพลูกไฮโซที่พูดไทยไม่ชัด บุคคลิกคล้ายๆฝรั่งอเมริกัน โหวกเหวกและหยิ่งทนงเล็กน้อย พร๊อพหรูหรา) ณ จุดนี้เราว่า คาริสา กับ ซินดี้ ทำได้ดี ปัญหาก็คือ........นั่นแหละ ซาบิน่าไปไม่ถึงดวงดาวอีกแล้ว...... ช่วยทำให้ฉันเชื่อทีว่าเธอกลับมาจากโรงเรียนประจำที่นิวยอร์ค.....

- สรุปรวมคือ ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร บทบาทการแสดงทำให้องค์ประกอบโดยรวมดร๊อปลงมาอย่างน่าใจหาย แต่ไม่ใช่ว่าจะเลิกดูหรือแบนละครเรื่องนี้ เพราะยังมีตัวละครที่เราเฝ้ารอว่าเธอทำได้ดีไหมเช่น วาเนสซ่า ที่แสดงโดยหนึ่งใน The Face คนโปรดของเราอย่างเพนนี และการพัฒนานิสัยและการกระทำของตัวละครอย่างเจนนี่ ก็สามารถดึงดูดให้เรานั้นสนใจที่จะดูต่อได้ในระดับหนึ่ง รอตอนต่อไปว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นไร ดีขึ้นหรือดร็อปลงก็ต้องดูกันต่อไป

Review: ริวิว Mary is Happy, Mary is Happy

posted on 09 Jul 2014 22:55 by tanachahcanat in Flim
 
 
 
 Mary Is Happy, Mary Is Happy หนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จอย่างมากของผู้กำกับ นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์ ที่ได้นำข้อความใน twitter กว่า 400 ข้อความมาร้อยเรียงและตีความในความเข้าใจและแบบฉบับของตนเอง โดย twitter นั้นมีผู้ใช้อยู่จริงซึ่งก็คือ follower ของคุณ นวพล ที่ใช้ชื่อในนามว่า Marylony เธอมีวินัยในการใช้ทวิตเตอร์มาก และเธอไม่ได้ไปคอมเมนท์หรือสานสำพันธ์กับใครในๆในทวิตเตอร์ทั้งสิ้น! จุดนี้เองทำให้ผู้กำกับอย่างคุณเต๋อได้เกิดไอเดียในการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้น และขอไม่พูดคุยหรือเจอหน้ากับเจ้าของทวิตเตอร์นี้อย่างเด็ดขาด
 
Spoiler Warning!
 
ตัวเอกแมรี่ (แสดงโดย จูนจูน) ซึ่งเป็นเด็ก ม.6 ที่ยังเอาแน่เอานอนสิ่งใดกับชีวิตไม่ได้ และด้วยวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของเธอกับความไม่แน่นอนในอนาคตตามประสาเด็กทั่วไป ข้อความในทวิตเตอร์จึงเด้งขึ้นพร้อมกับอริยบทต่างๆของเธอที่ได้กระทำไปในหนัง และแน่นอนความเวิ่นเว้อจึงบังเกิดกับเด็กสาวคนนี้ เพื่อนของแมรี่ที่มีนามว่าซูริ เป็นคนที่ให้คำปรึกษากับแมรี่ตลอดเวลา เธอดูแน่วแน่และมั่นคงในอนาคตของตัวเองมาก ซูรินั่นแหละที่เป็นคนคอยตบให้แมรี่ทำอะไรให้ชัดเจนและเข้าที่เข้าทางเสียที
 

 
ในช่วงที่แมรี่นั้นออกอาสาเป็นคนทำหนังสือรุ่น เรื่องต่างๆก็เกิดขึ้นมากมายเช่นไปตกหลุมรักผู้ชายที่ชื่อเอ็มแล้วดันอกหักซะอย่างนั้น
 
หนังทำออกมาแนวกึ่งๆเซอร์เรียลตามที่ผู้กำกับตีความจากทวิตเตอร์ เราว่าตัวหนังมันคล้ายๆกับมีจินตนาการและโลกของมันเอง ไหนจะโรงเรียนที่มีชุดยูนิฟอร์มน่ารักละม้ายคล้ายเด็กญี่ปุ่น ไหนจะระบบของโรงเรียนที่ดูพิลึกพิลั่น ไหนจะอริยบทของแต่ละตัวละครก็ดูแปลกพิกลนั่นอีก บวกกับการตัดสินใจของแมรี่ที่รวดเร็วมากอย่างเช่นว่าเธออยากไปฝรั่งเศส เธอก็ไปเลย แถมยังไปด้วยชุดยูนิฟอร์มนั่นและนั่งแทะลูกชิ้นปิ้งเล่น ความสับสนของแมรี่มีมาตั้งแต่เริ่มแรกของหนังด้วยเหตุที่ว่าเธอยังมึนงงและไม่รู้จักตัวเองดีพอ "กูไปฝรั่งเศสทำไม กูยังไม่รู้เลย"
 
 
ถึงหนังจะดำเนินเรื่องด้วยตัวเอกที่เป็นผู้หญิงก็ตาม แต่ก็ยังมีหลายๆฉากที่ยังบ่งบอกถึงความรุนแรงสะใจตามประสาผู้ชายอยู่บ้าง เช่นซูริจะเอากรรไกรจิ้มแมรี่ หรือแมรี่ใช้โทรศัพท์ของจีนแดงจนอยู่ดีๆโทรศัพท์ระเบิดคาหูซะอย่างนั้น ไม่ก็เดินๆอยู่มีไอ้แว้นที่ไหนไม่รู้เอาขวดแก้วมาฟาดหัว ฉากที่แมรี่บ้าคลั่งในห้องพยาบาลและโดนพยาบาลสาวสวยที่ทั้งดูใจเย็นเรียบร้อยจับไปมัดลงกับพื้น และฉากการเสียชีวิตของซูริที่มีดนตรีบรรเลงราวกับว่านี่คือการเฉลิมฉลอง
 

 
ในหนังยังรวมนักแสดงที่เป็นขวัญใจเด็กแนวอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อยวงพรู มือเบสสาวจากวง Yellow Fang คุณแพรจากวง Happy Band และอีกหลายๆคนที่เหล่าฮิปสเตอร์ทั้งหลายต้องร้องกรี๊ด (ส่วนเรากรี๊ดตอนน้าช้างเข้าฉาก 555)
 
ในเมื่อหนังนั้นจำเป็นจะต้องเล่าเรื่องราวต่างๆให้ครบทั้ง 400 กว่าทวิตเตอร์ ทำให้เรื่องราวหลังจาก conflict ของหนังนั้นเนิบช้าเล็กน้อย อาจจะเพื่อเติมเต็มให้ข้อความที่สื่อจากทวิตเตอร์นั้นให้ครบ ครึ่งแรกของหนังถึงแม้ว่าจะเล่าเรื่องราวของเด็กสาวที่ยังควบคุมอารมณ์ของตัวเองยังไม่ได้ แต่มันก็ยังดำเนินต่อพร้อมกับข้อความที่แสดงขึ้นมากลางเฟรม ส่วนครึ่งหลังนั้นจะบ่งบอกถึงความอดทนและสถานการณ์ของแมรี่ซึ่งเธอจะเป็นอย่างไรต่อหลังจากที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายต่างๆ เราจึงได้โฟกัสไปที่อารมณ์และความนึกคิดของแมรี่แบบเต็มๆ
 
สุดท้ายเราก็ยังไม่ได้เห็นความสุขของแมรี่จนจบเรื่อง การเติบโตก็ไม่ได้เห็น แต่ได้เห็นในความใจเย็นและอดทนต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเบื่อหน่าย มันก็เหมือนอารมณ์ของเราๆเวลาเจอเรื่อง hereๆ แล้วทำอะไรไม่ได้จนอยู่ต่อไปแบบเซ็งๆนั่นแหละ ซึ่งเราว่าตรงนี้มันสมจริงดี
 
 
หนังเองก็ไม่ได้แปลกใหม่หรือท้าทายคนดูมากนัก ถ้าเปรียบก็คงเหมือนกับการเล่าเรื่องชีวิตของเด็กคนหนึ่งในอีกรูปแบบหนึ่งที่แฟนตาซีขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น และยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มีที่ทางในการเล่าและระบายอารมณ์ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คมากขึ้น เราจึงได้เห็นข้อความที่ดูส่วนตัวและบางประโยคคงมีแต่ผู้โพสเท่านั้นที่เข้าใจ
 
สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากๆในหนังก็คือการประชดประชันระบบการเรียนการสอนของไทยที่บางอย่างยัดเยียดเข้ามาโดยที่ไม่รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร ในหนังแมรี่ก็ต้องอธิบายให้ได้ในการสอบว่าทำไม ผอ. ถึงชอบมังคุด ถ้าอธิบายไม่ได้ก็ถือว่าสอบตก ตรงนี้เอาใจไปเลย
 
 
โดยรวมแล้วก็โอเค ถือว่าเป็นหนังที่เด็กรุ่นนี้น่าจะชอบและดูได้เข้าใจ ตัวหนังก็มีลายเซ็นของมันเองทำให้จดจำได้ง่าย (อย่างเช่นท่ายิ้มและมองแหงนฟ้าของแมรี่และซูริ หรือลายเสื้อยืดสุดเก๋) ก็ตอบสนองความต้องการของเด็กสมัยใหม่